My Photo ^_^

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคอ้วนภัยร้ายที่มากับอาหารทำลายเด็กไทย

                                                         
                ปัจจุบันเด็กไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เด็กจะรับประทานอาหารมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น “โรคอ้วน” ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการดูแลที่ดีจากพ่อแม่ หรือความเข้าใจผิด...
คนส่วนใหญ่จะมองว่า เด็กอ้วน คือ เด็กที่มีสุขภาพดี และอนาคตเด็กอ้วนเหล่านี้จะมีปัญหาสุขภาพอันได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โรคกลุ่ม อาการที่ดื้อต่อสารอินซูลิน นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคอ้วนยังนำไปสู่โรคทางจิตใจด้วย เช่น ไม่ค่อยคบเพื่อน เกิดโรคซึมเศร้า และในรายที่รุนแรงมากอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย กอง โภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหารมากเกิน ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่เหมาะสมกับส่วนสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆในเด็ก และลดน้ำหนักได้ยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน โรคเรื้อรังดังกล่าวจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ง่าย แนวทางแก้ไขเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน/อ้วน) ติดตามการชั่งน้ำหนักทุกเดือนและวัดส่วนสูงทุก 6 เดือน แนะนำการให้อาหารครบทุกกลุ่มได้แก่ เนื้อสัตว์/ไข่/นม ข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ และน้ำมัน ในปริมาณที่เหมาะสมและควรกินให้หลากหลาย ลดอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว-แป้ง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือก มัน เป็นต้น และอาหารไขมัน เช่น น้ำมัน กะทิ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยวิธีการทอด ผัด แกงกะทิหรือขนมใส่กะทิ งดกินจุกจิก เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20 นาที และเครื่องไหวร่างกายเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬา วิ่งเล่น เดินขึ้น-ลงบันได
ที่มา : นายพิทักษ์ ชนะวงศากุล

มื้อนี้...ต้องอาหารต้านอนุมูลอิสระ

 รู้จักอนุมูลอิสระหรือยัง?
                อนุมูลอิสระ คือสารประกอบ เช่น อะตอม โมเลกุล ที่ทำปฏิกิริยาทางเคมีด้วยกระบวนการที่ต้องใช้ออกซิเจนในการทำปฏิกิริยา ผลของปฏิกิริยานี้ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้น โดยเป็นตัวที่สามารถทำร้ายสุขภาพของคุณและลูกน้อยได้ค่ะ
เจ้าอนุมูลอิสระมาจากไหน?
• อนุมูลอิสระภายในร่างกาย ร่างกายเรามีอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาผลาญอาหารค่ะ ซึ่งระบบภายในร่างกายจะสามารถขจัดอนุมูลอิสระออกไปได้ แต่ถ้าเราได้รับอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะทำให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลายได้เช่นกันค่ะ
• อนุมูลอิสระภายนอกร่างกาย เกิดได้จากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ แสงแดด แสงจากรังสีเอกซเรย์ หรือแม้แต่อาหารที่เรากินเข้าไปค่ะ เช่น อาหารประเภทที่มีส่วนประกอบของไขมันสูงๆ และอาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม เป็นต้น ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะสะสมอยู่ในร่างกายของคุณและเจ้าตัวเล็ก ถ้าระบบในร่างกายขจัดออกไปไม่หมด อนุมูลอิสระก็จะกลายเป็นสารพิษจะส่งผลให้เซลล์เสื่อม และเป็นสาเหตุให้เกิดการเหี่ยวย่น หย่อนคล้อยของผิวหนัง หรือร้ายแรงกระทั่งเซลล์เจริญเติบโตผิดปกติ จนพัฒนาไปเป็นโรคหลอดเลือดตีบ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง โอ้โห...น่ากลัวแบบนี้ กำจัดออกสถานเดียว
กินแล้วดี ไม่มีอนุมูลอิสระ
สารอาหารที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี คือ
วิตามินเอ อยู่ในผักผลไม้สีแดงและสีเหลือง เช่น มะละกอ มะเขือเทศ ฟักทอง พริกหวาน แครอต มะม่วงสุก เป็นต้น แต่ในผักใบเขียวก็มีวิตามินเอที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เช่นกันค่ะ เช่น คะน้า บล็อกโคลี ชะอม เป็นต้น
วิตามินซี พบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม มะนาว มะขามและสับปะรด แต่ในผลไม้ที่ไม่เปรี้ยวก็มีวิตามินซีนะคะ เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล โดยเฉพาะบริเวณเปลือกจะมีวิตามินซีสูง
วิตามินอี จะอยู่ในกลุ่มของน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน และยังมีในธัญพืชจำพวกเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต โฮลวีต ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ รวมทั้งในผลไม้ เช่น แคนตาลูป กล้วย เป็นต้น
           คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอาหารต้านอนุมูลอิสระเป็นส่วนผสมของเมนูสำหรับเจ้าตัวเล็กและสมาชิกในครอบครัว เพื่อช่วยป้องกันและคงสภาพของเซลล์ในร่างกายให้สดใสอยู่เสมอ รวมทั้งยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายครอบครัวเราได้
          เลือกกินอาหารต้านอนุมูลอิสระในทุกมื้ออาหาร ทั้งคุณและลูกก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง และป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายของเราและทุกคนในครอบครัว

รู้ไหม!! ฟังเพลงเร็วทำกินเยอะไม่รู้ตัว

สาว ๆ คงจะเคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายมักจะแนะนำให้ฟังเพลงจังหวะเร็ว ๆ ขณะที่คุณออกกำลังกาย เพื่อทำให้คุณรู้สึกเอาจริงเอาจังและกระตือรือร้นมากขึ้น ซึ่งหากเปลี่ยนการออกกำลังกายมาเป็นการรับประทานอาหารแทน อารมณ์และความรู้สึกกระตือรือร้นก็เกิดขึ้นไม่ได้แตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์คงไม่เป็นที่ถูกใจของสาว ๆ เป็นแน่

"จังหวะเพลงที่เร็วขึ้น จะทำให้คุณทานอาหารได้มากขึ้น" ดร.มินเทิล บอก และกล่าวว่า "เพราะเพลงจะช่วยเร่งอัตราการกินของคุณให้เร็วขึ้น ทำให้คุณขาดสติในการรับประทานอาหารได้ง่าย ๆ ลองนึกถึงบรรดาร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดส์ทั้งหลายที่มักจะใช้เพลงเร็วเป็นเพลงประจำร้านดูสิ"

ในทางตรงกันข้าม หากคุณลองสังเกตร้านอาหารอย่างพวกภัตตาคาร ร้านเหล่านี้มักจะเปิดเพลงช้า ๆ คลอไปกับมื้ออาหารของคุณ เพราะจังหวะดนตรีช้า ๆ จะทำให้คุณรับประทานอาหารอย่างไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปอย่างละเมียดละไม และเพลิดเพลินกับมื้ออาหารนั้น

"ถ้าคุณทานอาหารอย่างช้า ๆ และเพลิดเพลินกับทุกคำที่ทานเข้าไป สมองและกระเพาะของคุณจะมีเวลาเพียงพอที่รับรู้ถึงความรู้สึกอิ่มได้ทัน ก่อนที่คุณจะทานเพลินจนทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย" ดร.มินเทิลสรุปว่า  รู้อย่างนั้นแล้ว ก็อย่าลืมเปิดเพลงช้า ๆ ขณะนั่งทานอาหารเย็นล่ะ

 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

"กินไข่วันละกี่ฟอง" ถึงจะดีต่อร่างกาย"

หลายคนมีคำถามว่า ต้องกินไข่วันละกี่ฟองถึงจะดีต่อร่างกาย? เพราะคนเราส่วนใหญ่นั้นมีการบริโภคไข่เป็นอาหารหลักของอาหารในแต่ละมื้ออยู่แล้ว หรือบางคนคิดอะไรไม่ออกก็มักจะต้องนึกถึงไข่ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ 

          ไม่ว่าจะเป็นเมนู ไข่เจียว ไข่ดาว หรือแม้แต่ไข่ต้ม ก็ตามทีค่ะ ฉะนั้นเชื่อว่า คงมีคนไม่ใช่น้อยที่สงสัยว่า คนเรานั้นควร กินไข่วันละกี่ฟอง ถึงจะดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย สำหรับคำถาม "กินไข่วันละกี่ฟอง" ถึงจะดีต่อร่างกาย? วันนี้เรามก็มีคำตอบมาตอบคำถามนี้ด้วยค่ะ นั้นเรามดูกันเลยค่ะว่าเราควรจะบริโภคหรือกินไข่วันละกี่ฟองดีน๊า... 
น่ารู้! "กินไข่วันละกี่ฟอง" ถึงจะดีต่อร่างกาย?
          การไม่ทานไข่อาจส่งผลเสียต่อเส้นประสาทสมองได้ ไข่ฟองเล็ก ๆ หนึ่งฟองมีปริมาณวิตามินบี 12 ซึ่งจําเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มป้องกันเส้นใยประสาท นอกจากนี้ไข่ยังดีต่อสายตาคุณ โดยเมื่อไม่นานมานี้มีผลการศึกษาจากอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ได้ค้นพบว่า การทานไข่อย่างน้อย 3 ฟองต่อสัปดาห์ จะช่วยป้องกันภาวะสูญเสียสายตาที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นได้ เพราะสารลูทีนและซีแซนทีนซึ่งเป็นสารรงควัตถุในตระกูลแคโรทีนอยด์ในไข่แดงจะช่วยบํารุงจอประสาทตานั่นเอง
          "ไข่เจียว" ถือเป็นยาบํารุงร่างกายได้เลยเพราะนอกจากไข่จะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน แถมปริมาณสารซีลีเนียมและวิตามินอีในไข่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คุณมีหุ่นกลมเป็นไข่อีกด้วย
         ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาสเตท พบว่า คนที่ทานมื้อเช้าโดยมีไข่เป็นส่วนประกอบจะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานไข่ในมื้อเช้าได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบริโภคแคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน
         ตามรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrution ไข่ที่ให้ผลดีต่อร่างกายอาจส่งผลร้ายได้เหมือนกัน ถ้าคุณทานมากกว่า 1 ฟองต่อวันติดกันทุกวัน แต่ขณะที่การทานไข่สูงสุด 6 ฟองต่อสัปดาห์ไม่ได้ทําให้มีอันตรายถึงชีวิต ในทางตรงกันข้ามการทานไข่ 7 ฟองหรือมากกว่านั้นภายใน 1 สัปดาห์ จะไปเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 23 เปอร์เซ็นต์




ขอขอบคุณข้อมูลจาก daradaily ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วัยรุ่นกับเรื่องสิวๆ

          เด็กสาวๆ หรือช่วงที่กำลังเจริญเติบโตเป็นสาว ควรจะระวังเรื่องการกินเอาไว้ เพราะความอ้วนจะทำให้สิวขึ้นเต็มหน้าได้   การสำรวจในหมู่หนุ่มสาววัยรุ่นตอนปลายครั้งใหญ่ในนอร์เวย์พบว่า เด็กสาวที่อ้วนเกิน จะมีสิวขึ้นมากกว่าเพื่อนคนที่มีน้ำหนักตัวปกติกว่ากัน ถึง 2 เท่า  ในการสำรวจได้พบว่า เด็กสาวมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น ที่อ้วนตุ๊ต๊ะ ขณะที่ในหมู่สาวที่น้ำหนักมาก จำนวน 19 คนในร้อย ยอมรับว่าเป็นสิวเต็มหน้า ส่วนในหมู่ผู้หญิงหนักปกติ ใน 100 คน จะมี 13 คนเท่านั้น
          ดร.นาเตนต์ ซิลเวอร์เบิร์ก ผู้อำนวยการแผนกโรคผิวหนังของวัยรุ่น ศูนย์แพทย์ที่นิวยอร์ก บอกให้ความว่า ปัญหาความดันโลหิต การดื้อต่ออินซูลิน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนซึ่งมักจะมากับความอ้วน เป็นตัวทำให้เกิดสิว”.


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

8 สูตรสวยด้วยดอกไม้

                                                8 สูตรสวยด้วยดอกไม้ 
            ดอกไม้ในสวนหน้าบ้าน คนโบราณนิยมนำมาทำเป็นครีมบำรุงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งปลอดภัยและประหยัด คุณเองก็ทำไว้ใช้ได้ค่ะ
                                                           คุณค่าของดอกไม้
          สรรพคุณของดอกไม้แต่ละชนิดและสูตรความงามง่ายๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ยังสาวมีอะไรบ้าง รองศาสตราจารย์รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลดังนี้
           อัญชัญ : สมัยโบราณนิยมนำมาบดแล้วเขียนคิ้วให้เด็กแรกเกิด ทำให้คิ้วดกดำเรียงตัวสวย ดอกอัญชัญมีสารกลุ่มแอนโธไซยานินช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ บำรุงสายตา หากนำมาหมักผมจะช่วยกระตุ้นหนังศีรษะ ทำให้ผมดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย
           กระดังงา : มีน้ำมันหอมอยู่มาก ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง เป็นอโรมาเธอราพีช่วยให้อารมณ์สงบ และช่วยฟื้นฟูสภาพเส้นผม เพิ่มน้ำหนักให้เส้นผมได้
           ชบา : เป็นดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซีย ประกอบด้วยสารกลุ่มแอนโธไซยานินต้านอนุมูลอิสระ และมิวซีเลซ (mucilage) สารเมือกที่ทำหน้าที่คล้ายกลีเซอรีนเพิ่มความชุ่มชื้นและเคลือบผมให้เงางาม ผมนุ่มดูมีน้ำหนัก
          ดอกกานพลู, มะลิ , กุหลาบมอญ และเกสรดอกบัว : นิยมนำมาทำน้ำมันหอมระเหยอยู่ ใช้เคลือบเส้นผมให้นุ่มสลวย ทาผิวป้องกันผิวแห้งได้เป็นอย่างดี



ข้อควรระวัง
        -  ขณะเด็ด ฉีก หรือบดดอกไม้ ควรระวังอย่าให้น้ำมันหอมระเหยในกลีบดอกและเกสร สัมผัสผิวหน้า เพราะจะทำให้ระคายเคืองเล็กน้อย
       - กลีบดอกชบา ดอกมะลิบอบบางช้ำง่าย และมีเชื้อโรคง่าย ควรเก็บดอกสดๆ นำมาผสมเป็นครีมจะดีกว่า และควรใช้ทันทีไม่แนะนำให้เก็บ เพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เหม็นบูด
       -  วิธีทดสอบน้ำมันหอมระเหยว่าบริสุทธิ์หรือไม่ ให้หยดลงไปในน้ำสะอาด ถ้าบริสุทธิ์น้ำมันจะกระจายตัวเร็ว ขุ่นไปทั่วภาชนะ ส่วนน้ำมันผสมจะกระจายตัวช้าเพราะผสมน้ำมันอื่นลงไป
       - ทดลองใช้น้ำมันหอมระเหยชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน หากไม่ระคายเคือง คัน ปวด บวมแดง ร้อน แสดงว่าน้ำมันชนิดนี้เหมาะกับคุณ และห้ามแตะน้ำมันหอมระเหยที่ตารวมถึงบริเวณอื่นๆ ที่บอบบางโดยเด็ดขาด

                                         สูตรสวยด้วยดอกไม้
1. หมักผมด้วยดอกอัญชัญ
ส่วนผสม
 - ดอกอัญชัญ 8 ดอก         - น้ำสะอาด 1 ลิตร
วิธีทำ
         เด็ดกลีบดอกอัญชัญใส่เครื่องปั่น ปั่นพร้อมน้ำสะอาดจนละเอียดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง น้ำที่ได้ควรมีสีน้ำเงินเข้ม (หากมีสีปนแดงแสดงว่าน้ำที่ใช้มีความเป็นกรดมาก จึงควรเลือกน้ำกลั่นสะอาดบรรจุขวดจะดีกว่า) นำส่วนผสมที่ได้มาหมักผมทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
 2. ดอกกระดังงาฟื้นสภาพผม
ส่วนผสม
          - ดอกกระดังงา (ใช้ได้ทั้งสดและแห้ง) 2 ดอก

          - น้ำมันงา / น้ำมันมะพร้าว 2 ถ้วย

วิธีทำ
               นำดอกกระดังงาลงทอดในน้ำมันร้อนนาน 5 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วช้อนดอกกระดังงาออก นำน้ำมันหอมระเหยที่ได้มาชโลมผม
 3. ครีมนวดผมดอกชบา
ส่วนผสม
  - ดอกชบาซ้อนสีอะไรก็ได้ 10 ดอก
  - ขมิ้น 2 แง่ง
  - น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ

  - ดอกกานพลูแห้ง 15 ดอก
  - เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำ
              1. บดดอกชบา ละลายในน้ำอุ่น 3 ช้อนโต๊ะ กรองน้ำเก็บไว้
              2. ตำขมิ้นให้ละเอียด ผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย กรองน้ำนำไปหยดลงในน้ำดอกชบาที่ได้
              3. เคี่ยวน้ำมันมะพร้าวกับดอกกานพลูแห้งจนมีกลิ่นหอมแล้วยกลง
              4. นำน้ำดอกชบา (ข้อ 2 ) เทลงในส่วนผสมข้อ 3 คนให้เข้ากัน แล้วเหยาะเกลือป่นลงไป จะได้ครีมนวดผม นวดทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
              H&C TIP : หากนำดอกชบาสดมาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำอุ่นเล็กน้อยจะได้น้ำเหนียวใส นำมาขัดรองเท้าและกระเป๋าหนังได้มันวาว

 4. โลชั่นอาบน้ำ
           ฉีกเกสรดอกบัวโรยบนน้ำ นำมาล้างหรืออาบน้ำ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้รู้สึกสดชื่น
 5. โลชั่นบำรุงผิว สูตรไฮโปอัลเลอร์เจนิคสูตรนี้ยังได้กรดผลไม้ในผลมะกรูดช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หน้าขาวใส
ส่วนผสม
      ดอกมะลิ / กระดังงา / กุหลาบมอญ ชนิดใดก็ได้ 8 ดอก
      มะกรูด 1/2 ผล
      น้ำเปล่า 1 ลิตร

วิธีทำ
          1. ทำน้ำดอกไม้โดยนำดอกไม้ 8 ดอกลอยในน้ำ 1 ลิตรแล้วปิดฝาอบไว้ 1 คืน จากนั้นนำน้ำดอกไม้ที่ได้ใส่ขวดไว้
          2. นึ่งมะกรูดให้พอเหลือง มีกลิ่นหอม
          3. นำมะกรูดที่ได้มาต้มกับน้ำดอกไม้ด้วยไฟปานกลาง 10 นาทีแล้วยกลงจากเตา ช้อนน้ำมันมะกรูดที่ลอยขึ้นมาบนผิวใส่ถ้วยไว้ (เทส่วนที่เป็นน้ำทิ้งไป) ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น จะได้โลชั่นขุ่นเล็กน้อย ควรใช้ทันที ไม่ควรเก็บและระวังแพ้น้ำมันมะกรูด ทดลองด้วยการทาท้องแขนทิ้งไว้ 30 นาทีหากไม่ระคายเคืองก็ใช้ได้

 6.ลบเลือนรอยแผลเป็น
              แผลเป็นหลังผ่าตัดหรือบาดแผลจากอุบัติเหตุทั่วไป หากนวดด้วยวิตามินอี หลีกเลี่ยงแสงแดดจะทำให้แผลเป็นมีขนาดเล็กลง ประกอบกับการนวดกระตุ้นด้วยน้ำมันหอมระเหยเอฟเวอลาสทิง และโรสแมรี่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ส่วนผสม  
           - เอฟเวอลาสทิง และโรสแมรี่ 2-3 หยด
          - น้ำมันอาร์นิกา 1 ช้อนโต๊ะ
            ผสมให้เข้ากันและใช้ทาวันละ 3 ครั้ง (กรณีหลังผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ว่าเหมาะสมกับน้ำมันชนิดนี้หรือไม่)
 7.โลชั่นขัดเล็บ
ส่วนผสม
       - น้ำมันเมล็ดทานตะวัน 2 ช้อนชา
วิธีทำ    ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมาขัดเล็บมือเล็บเท้า ทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วเช็ดออกด้วยสำลี จากนั้นทาเบาๆ บนเล็บทิ้งไว้ให้แห้งอีกครั้ง จะช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้น
 8 สเปรย์น้ำดอกกุหลาบ
ส่วนผสม
  - น้ำกลั่น 1/2 ถ้วย
  - น้ำหอมระเหยเจอราเนียม 2 หยด
  - น้ำมันหอมกุหลาบ 4 หยด
  - ขวดสเปรย์แก้วเล็ก (10 ซี.ซี.) 1 ขวด

วิธีทำ      นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ขวดสเปรย์ เขย่าให้เข้ากัน จะได้สเปรย์น้ำกลิ่นกุหลาบที่หอมสดชื่่นสำหรับฉีดหน้าฉีดตัวคลายร้อน ควรเก็บไว้ในตู้เย็น
          เห็นไหมคะว่า คอกไม้ในสวนไม่ใช้แค่สวย แต่ยังมีประโยชน์มากมายกว่าที่คุณคิด